การแบ่งชนชั้นในสังคมอียิปต์

%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b9%8c

 

สังคมอียิปต์ได้แบ่งชนชั้นออกเป็นต่างๆ เปรียบได้กับรูปสามเหลี่ยม สามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 3 ชนชั้นใหญ่ๆ และอาจแบ่งออกเป็นแต่ละชนชั้นย่อยๆ ได้ 6 ระดับ ดังนี้

ชนชั้น แบ่งเป็น 3 ชนชั้น ได้แก่

1. ชนชั้นสูง

– กษัตริย์และราชวงศ์ถูกกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งสูงสุด กษัตริย์สามารถมีมเหสีและสนมได้มากมาย ที่อาจเป็นพี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน เพราะต้องการรักษาสายเลือดที่บริสุทธิ์ของชนชั้นไว้

– พระและขุนนาง มีบทบาททางด้านศาสนาและการปกครอง ชนทั้งสองกลุ่มนี้จัดเป็นชนชั้นสูงรองจากกษัตริย์

2.ชนชั้นกลาง

– พ่อค้า  เสมียน ช่างฝีมือและศิลปิน

3. ชนชั้นต่ำ

– พวกชาวนา ผู้ใช้แรงงาน ชาวนาซึ่งจัดเป็นชนชั้นต่ำส่วนใหญ่ของดินแดนสภาพของชาวนาอยู่ในรูปข้าติดที่ดิน ชาวนาเป็นกำลังสำคัญในกองทัพและเป็นแรงงานหลักในการสาธารณประโยชน์

– ทาส เป็นชนชั้นต่ำสุดถูกกวาดต้อนมาภายหลังพ่ายแพ้สงคราม

นอกจากจะแบ่งเป็น 3 ชนชั้นใหญ่ๆ แล้ว อาจแบ่งผู้คนในสังคมเป็นกลุ่มย่อยได้ 6 ระดับ ดังนี้

1. กษัตริย์ (pharaoh) มีอำนาจสูงสุด ซึ่งถือว่าเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ หรือสมมติเทพ

2. คณะสงฆ์ (priests) เป็นผู้ช่วยของฟาโรห์ในด้านการศาสนา ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ

3. ขุนนาง (nobles) หรือผู้ว่าการมณฑลหรือโนมาร์ซ (Nomarch) เป็นขุนนางที่ฟาโรห์ไว้พระทัย แต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงประจำตามมณฑลหรือเมืองที่ห่างไกลจากเมืองหลวง มณฑลหรือเขตนั้นเรียกว่านอม

4. ช่างฝีมือและพ่อค้า (artists and merchant) พ่อค้าและช่างฝีมือมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายกว่าชาวนา

5. ชาวนา (farmers) มีความเป็นอยู่อย่างยากแค้น เป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ

6. ทาส (slaves) จัดอยู่ในชนชั้นต่ำที่สุดของสังคมอียิปต์ มีหน้าที่หาวัตถุดิบทุกอย่างเท่าที่มีอยู่ในประเทศ เช่นหนังสัตว์

ประวัติความเป็นมาของประเพณีชักพระ

 

cvประเพณีชักพระเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้ ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญในวันออกพรรษา ซึ่งตรงกับ วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ซึ่งเชื่อกันว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จมายังโลกมนุษย์  พุทธศาสนิกชนจึงมารอรับเสด็จ แล้วอัญเชิญพระพุทธ เจ้าขึ้นประทับบน บุษบกแล้วแห่ไปรอบเมือง

ประเพณีชักพระเป็นประเพณีทพราหมณ์ศาสนิกชนและพุทธศาสนิกชนปฏิบัติสืบต่อกันมา  สันนิษฐานว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย ที่นิยมเอา เทวรูปออกแห่ในโอกาสต่าง ๆ  ต่อมาพุทธศาสนิกชนได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา  ประเพณีชักพระเล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนาน ว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหารย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสร็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา 7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดา ในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันหมด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันได ทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งสวรรค์ ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดา มาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลานได้มารอรับเสด็จ อย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวายส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง ข้าไปถวายเป็น ที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิด ประเพณี “ห่อต้ม” “ห่อปัด” ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์

เรือพระ คือ รถหรือล้อเลื่อนที่ประดับตกแต่งให้เป็นรูปเรือแล้ววางบุษบก ซึ่งภาษาพื้นเมืองของภาคใต้เรียกว่า “นม” หรือ “นมพระ” ยอดบุษบก เรียกว่า “ยอดนม” ใช้สำหรับอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานแล้วลากในวันออกพรรษา  ลากพระทางน้ำ เรียกว่า “เรือพระน้ำ” ส่วนลากพระทางบก เรียกว่า “เรือพระบก” สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือ ให้คล้ายเรือจริง ๆ และต้องทำให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด จึงใช้ไม้ไผ่สานมาตกแต่งส่วนที่เป็นแคมเรือและหัวท้ายเรือคงทำให้แน่นหนา ทางด้านหัวและท้ายทำงอนคล้ายหัวและท้ายเรือ   แล้วตกแต่งเป็นรูปพญานาค ใช้กระดาษสีเงินสีทองทำเป็นเกล็ดนาค กลางลำตัวพญานาคทำเป็นร้านสูงราว 1.50 เมตร เรียกว่า “ร้านม้า”  ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ บุษบก ซึ่งแต่ละที่จะมีเทคนิคการออกแบบบุษบก  มีการประดิษประดอยอย่างมาก หลังคาบุษบกนิยมทำเป็นรูปจตุรมุข  ตกแต่งด้วยหางหงส์ ช่อฟ้า ใบระกา และทุกครอบครัวต้องเตรียม “แทงต้ม” เตรียมหาในกระพ้อ และข้าวสารข้าวเหนียวเพื่อนำไปทำขนมต้ม “แขวนเรือพระ”

ลากพระน้ำ

การลากพระทางน้ำจะสนุกกว่าการลากพระทางบก เพราะสภาพการเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมอื่น ๆ เช่น สะดวกในการลากพระ  ง่ายแก่การรวมกลุ่มกันจัดเรือพาย แหล่งลากพระน้ำที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คือ ที่อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร อำเภอพุนพินและ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รองลงมาอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะอำเภอหลังสวนและที่บ้านแหลมโพธิ์ อำเภอหาดใหญ่ จะมีการเล่นเพลงเรือ ที่ขึ้นชื่อ ส่วนที่อำเภอปากพนังมีการเล่น “ซัดหลุม” (ซัดโคลน) กันสนุกสนานเพราะที่ปากพนังมีโคลนตมมาก การลากพระทางน้ำของเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แปลกกว่าที่อื่น คือ จะลากกัน 3 วัน ระหว่างแรม 8 ค่ำถึงแรม 10 ค่ำ เดือน 11 มีการปาสาหร่ายโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาว มีการเล่นเพลงเรือ และที่แปลกพิเศษ คือ มีการทอดผ้าป่าสามัคคีในวันเริ่มงาน

สถาปัตยกรรมอันงดงามในอียิปต์

อารยธรรมที่มีความยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลกที่มีถิ่นกำเนิดในดินแดนใกล้เคียงกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์เป็นอารยธรรมที่รู้จักกันอย่างกว้างขว้างและมีผลต่อพัฒนาการทางความคิดในหลายๆ ด้าน เนื่องจากมีมรดกทางสถาปัตยกรรม เช่น ปิรามิดและแนวความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาอีกด้วย

อียิปต์โปราณตั้งอยู่ระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก โลกตะวันตกคือดินแดนที่อยู่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนโลกตะวันออก ได้แก่ ดินแดนเมโสโปเตเมียและดินแดนในแถบลุ่มแม้น้ำสินธุ ทิศเหนือของอียิปต์จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนทิศตะวันตกติดกับทะเลทรายซาฮารา ทะเลทรายลิเบีย และทะเลทรายนูเบียทางทิศตะวันออก ถัดไปคือ ทะเลแดง ทิศใต้จรดประเทศนูเบียหรือซูดานในปัจจุบัน อียิปต์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีพื้นที่ตั้งอยู่บนสองฟากฝั่งแม่น้ำไนล์ แม่น้ำไนล์มีลักษณะที่ต่างไปจากแม่น้ำอื่นๆ คือ ทอดตัวไหลจากภูเขาทางตอนใต้ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือ มีผลต่อการดำเนินชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ มีนคือเส้นทางคมนาคมสายหลักและเป็นเสมือนเข็มทิศในการเดินทาง โดยใช้ร่วมกับทิศทางการขึ้นและตกของดาวอาทิตย์ ชาวอียิปต์แบ่งช่วงแม่น้ำไนล์เป็น 2 ช่วง คือ ต้นน้ำทางตอนใต้เรียกว่า “อียิปต์บน” (Upper Egypt) และปลายแม่น้ำในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางเหนือว่า “อียิปต์ล่าง” (Lower Egypt)

image052

การสร้างปีรามิดของชาวอียิปต์สะท้อนให้เห็นความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายและความเป็นอมตะของวิญญาณ ถ้าตายแล้วจะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปและยังมีความเกี่ยวข้องกับร่างเดิมอยู่ จึงมีแนวความคิดในการรักษาร่างเดิมไว้ โดยการทำมัมมี่ นอกจากความเชื่อในเทพเจ้าและการหมกมุ่นอยู่กับโลกหลังความตายแล้ว ยังปรากฏว่า มีพัฒนาการความคิดทางด้านปรัชญาแฝงอยู่ในความเชื่อของชาวอียิปต์ เช่นในหนังสือของผู้ตาย (The Book of Dead) ซึ่งเป็นหนังสือทางศาสนาและพิธีกรรมที่มีบทบาทต่อวิถีชีวิตของชาวอียิปต์มากที่สุด

อียิปต์มีการค้าต่างประเทศมากขึ้นและกระตุ้นการผลิตในประเทศ

7อียิปต์มีการพัฒนาจากครั้งแรกสุดเป็นชุมชนความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นประเพณีการผสมของแอฟริกาและตะวันออกกลางด้วยอิทธิพลของยุโรปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สังคมเป็นอียิปต์อดทนและต้อนรับกับรัฐบาลเลือกตั้งของอียิปต์ 72 ล้านประชากรเพิ่มขึ้นในอัตรา 2% ต่อปีโดยเป็นตลาดขนาดใหญ่นักลงทุนในประเทศใด เกือบหกจากทุกอียิปต์ 10 อยู่ใต้ 25 พวกเขาจะกระตือรือร้น, การศึกษา, มองไปข้างหน้าและเปิดโอกาสใหม่ พวกเขาได้รับการศึกษารอบรู้และตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะซื้อองศาและทักษะเฉพาะทางและการฝึกอบรมเพื่อใช้ประโยชน์จากอาชีพใหม่ที่เปิดขึ้นเศรษฐกิจ อียิปต์มีการปรับปรุงที่สะท้อนจากอัตราการเติบโตจริงร้อยละ 4.9 ของ จีดีพี ในช่วงปีงบประมาณ (เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.2 ใน) จีดีพี ถึง EGP 558.000.000.000 ขึ้นจาก EGP 485000000000 ปีงบประมาณคาดว่าจะบันทึกยอดเงินที่เคยอียิปต์ที่ใหญ่ที่สุดของเงิน ส่วนเกิน ในช่วงแรกสามในสี่ของ, BOP ได้รับในโค้งขึ้นบันทึกยอดรวม 2,681.6 ล้านบาทใน เมื่อเทียบกับการขาดดุลของ ดอลล่า 410,600,000 บันทึกในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

กว่าศตวรรษที่อียิปต์ผลิตแรงงานคุณภาพสูงและปรับความต้องการของเวลาที่มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ วันนี้ 21 ล้านคนได้เข้าใจมากมายถ้าทักษะ เกี่ยวกับร้อยละ 58 ของประชากรทั้งหมดอยู่ภายใต้อายุ 25 ในขณะที่ร้อยละ 41 อยู่ระหว่าง 15 และ 39 วัฒนธรรมและการเคารพของพวกเขาสำหรับประวัติศาสตร์ที่ฝังแน่นในการเชื่อมโยงอียิปต์ได้อุปโลกน์กับยุโรปเอเชียและโลกอาหรับ ในศตวรรษที่สี่ BC ดีห้องสมุด ซานเดรีย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกที่เป็นที่ยอมรับทุนทางปัญญาและการค้าโลก วันนี้กว่า 800,000 คนเยี่ยมชมห้องสมุด Alexandrina (ใหม่ห้องสมุด ซานเดรีย) สถานที่เรียนการสนทนาและความทนทานที่สะท้อนถึงอียิปต์สนับสนุนอย่างต่อเนื่องของการขยายตัวของความรู้

อียิปต์พื้นที่ที่ตั้งยุทธศาสตร์ริษยาเชื่อมสามทวีปเอเชียแอฟริกาและยุโรป – ประตูสู่บางตลาดใหญ่ที่สุดของโลกโดยวิธีการพิเศษและข้อตกลงการค้าภูมิภาค อียิปต์เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค 800 ล้านคนและเป็นศูนย์กลางการจราจรทางทะเลของโลกที่มีพอร์ตการค้าในเมดิเตอร์เรเนียนและ ทะเลสีแดง สนามบินอียิปต์ที่มีการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับการไหลที่เพิ่มขึ้นของผู้โดยสารและสินค้าเรือเดินทะเลและเครือข่ายถนนที่ทันสมัย ข้าม – อียิปต์เชื่อมโยงตะวันออกกลางแอฟริกาและประเทศ การลดภาษีศุลกากรได้เปิดตลาดอียิปต์เพื่อการค้าต่างประเทศมากขึ้นและกระตุ้นการผลิตในประเทศ กระบวนการธุรกิจมีความคล่องตัว ภาษีธุรกิจและส่วนบุคคลได้อย่างรวดเร็วและขณะนี้ลดต่ำกว่าในประเทศส่วนใหญ่ สินทรัพย์ของรัฐในทุกภาคธุรกิจมีการโอนเข้าภาคเอกชน บริษัท มีการปรับโครงสร้าง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในประเทศอียิปต์เป็นอย่างดีมาก, แรงงานโดยเฉพาะที่ดินและค่าใช้จ่าย ไฟฟ้าและก๊าซเป็นราคาที่แข่งขันมาก การเคลื่อนไหวของสินค้าจะถูก ความเร็ว ขึ้น ระบบขนส่งดีขึ้น พอร์ตถูกทันสมัย

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับศิลปะอียิปต์

อารยธรรมอียิปต์ เป็นอารยธรรมที่โดดเด่นที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้บริบทธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์แห่งแม่น้ำไนล์ ภายใต้ความอุดมสมบูรณ์นั้น ก็แฝงไปกับความไม่เที่ยงหลายอย่าง เช่น เกิดน้ำท่วม แมลงระบาด โรคระบาด ไปพร้อมกัน ดังนั้นปัญหาจากความกลัวธรรมชาติ ทำให้เกิดการอธิบายปรากฎการณ์เหล่านี้ว่ามีเบื้องหลังคือเทพเจ้าต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นต้องเซ่นสรวงบูชาการเซ่นสรวงบูชานั้นแหละจะทำให้เทพเจ้าพึงพอใจและบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้ศิลปกรรมต่าง ๆ  ที่ตอบสนองต่อความเชื่อในเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติโลกหน้า ศิลปะจึงทำหน้าที่สื่อสารความเชื่อ ให้ตอกย้ำระบบความคิดที่ผูกโยงผู้คนของอียิปต์ ให้รวมศูนย์อยู่กับฟาร์โรห์

โดยจิตรกรรมส่วนใหญ่สร้างไว้ในสุสาน ภายใต้ปิรามิด เพื่ออธิบายความหมายความคิดความเชื่อ ลักษณะเด่นของศิลปกรรมอียิปต์ก็คือ เป็นแบบสัญลักษณ์แทนรูปคนจะมีลักษณะสองมิติ  ศิลปะอียิปต์นั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการคิดค้นภาษาฮีโรกริฟฟิค ไปพร้อมกับการนำเสนอภาพศิลปะ และ สังคม การเมือง อุดมการณ์  ศิลปะก็เช่นเดียวกันที่แสดงถึงอำนาจเหนือธรรมชาติ เทพต่าง ๆ ได้ชั่งความดีความชั่วของคนก่อนไปสู่ปรโลก และแสดงตำแหน่งแห่งที่ของเทพต่าง ๆ ไว้

ส่วนประติมากรรมของอารยธรรมอียิปต์นั้น แสดงไว้ทั้งนูนต่ำในลักษณะสัญลักษณ์และประติมากรรมแบบลอยตัว แสดงถึงสัจนิยม ประติมากรรม สะท้อนความเชื่อ โครงสร้างทางสังคมที่มนุษย์ประดิษฐ์สร้างขึ้นจะเห็นได้ว่า ศิลปกรรมอียิปต์มีความสลับซับซ้อน และอลังการเนื่องจากเป็นอารยธรรมใหญ่ เป็นรัฐที่มีอิทธิพล งานศิลปะจึงแสดงถึงศักยภาพและภูมิปัญญาส่วนสถาปัตยกรรม เป็นที่ัรับรู้กันว่าเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ พิรามิด หรือ สุสานหลวง ที่มีความยิ่งใหญ่โดดเด่น สะท้อนความคิดความเชื่อที่ชาวอิยิปต์ได้สร้างเอาไว้ความยิ่งใหญ่อลังการของสังคมวัฒนธรรมที่สิ้นสุดไปแล้ว ปัจจุบันอียิปต์เป็นแกนนำของมุสลิมสายกลาง

ด้านการแกะสลักนั้น ชาวอียิปต์มีความสามารถสูง มีความละเอียดลออ รูปแกะสลักมีทั้งเล็กและใหญ่ ที่รู้จักกันดีคือ สฟิงซ์(Sphinx) และพระเศียรพระนางเนเฟอตีติ (Nefertiti)

ดังนั้น อารยธรรมโบราณมีความสำคัญต่อโลกสมัยใหม่มาก ชาวอียิปต์นอกจากประดิษฐ์ผลงานด้านปรัชญา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วรรณคดีแล้ว อียิปต์ยังประสบความสำเร็จด้านการชลประทาน วิศวกรรม การทำเครื่องปั้น เครื่องแก้ว และกระดาษ อียิปต์มีชื่อสียงในการประดิษฐ์ตัวเสา สิ่งสำคัญที่ชาวอียิปต์ให้แก่อารยธรรมโลก คือ ศาสนา ซึ่งมีหลักศีลธรรมให้แก่บุคคลทางสังคม พระและนักปราชญ์อียิปต์เป็นพวกแรกที่สั่งสอนลัทธิเทวนิยมเป็นแห่งแรกๆของโลก