ในส่วนของการติดวอลเปเปอร์พร้อมด้วยวอลเปเปอร์ในหาดใหญ่

วอลเปเปอร์คือกระดาษที่มีคุณภาพสูงชนิดดีเยี่ยมแบบหนึ่ง ที่ช่วยแต่งแต้มสีสันฝาทำให้สวยงาม แก้ไขปัญหาผนังที่มีรอยร้าว รอยแตกได้ อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงแบบฝาได้ตามประสงค์อีกด้วย และเป็นสิ่งที่บอกถึงรสนิยมและบุคลิกลักษณะของผู้เป็นผู้ประดิษฐ์ได้เป็นเป็นอันดี นอกจากนี้วอลเปเปอร์ยังคงมีคุณสมบัติต่างๆดังต่อไปนี้

  1. ช่วยปิดบังรอยขรุขระพร้อมด้วยเพิ่มเติมความรังสรรค์ด้วยลวดลายสารพันมากกว่าการติดวอลเปเปอร์เปรียบเสมือนการประทินโฉมด้วยเครื่องประทินโฉมชั้นยอด ซึ่งไม่เพียงแค่พรางริ้วรอย ผิวที่ไม่เรียบเนียน และจุดด่างดำแล้ว อีกทั้งเพิ่มให้ความสวยงามหรือสีสัน ลวดลายที่ต่างกันไปด้วย
  2. เนื่องด้วยสีมีคุณสมบัติหลักแค่สีพื้น (Solid) แต่วอลล์เปเปอร์มีต้นแบบพร้อมกับลวดลาย (Patterns) มากมายมากกว่า
  3. วอลล์เปเปอร์สามารถเปลี่ยนแบบ หรือลอกออกได้ โดยง่าย ด้วยเหตุนั้น เมื่อผู้ใช้อยากได้บรรยากาศใหม่ๆ วอลล์เปเปอร์สามารถทำได้โดยง่าย และรวดเร็วกว่า
  4. วอลล์เปเปอร์มีคุณสมบัติในการกันเสียงได้เป็นต่อสีทาบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนชุดในคอนโดมิเนียม จะนิยมใช้มาก เพราะสามารถช่วยลดมลภาวะทางเสียงจากห้องใกล้กัน หรือแม้แต่ป้องกันเสียงเล็ดลอดจากห้องของเราเองได้ระดับหนึ่ง
  5. วอลล์เปเปอร์สามารถอำพรางร่องรอย รอยคราบสกปรก ความไม่สะอาด ไม่งามตาของฝาดิบได้ไม่ยาก ทั้งที่สีทาบ้าน ไม่สามารถทำได้ หรืออย่างน้อยต้องใช้วิธี ในการโบกรองพื้นหลายชั้น หรือมีกระบวนการที่ยุ่งยากกว่าในการปรับสภาพพื้นผิวผนังดิบ
  6. วอลล์เปเปอร์สามารถพรางสภาพผนังที่ถูกทำลาย สภาพฝาที่ไม่ปกติ สภาพผนังที่มีรอย หรือคราบเชื้อโรค และสภาพกำแพงที่เลวร้ายอื่นๆได้ดี และไวกว่า
  7. ถึงแม้ในปัจจุบัน สีทาบ้านจะมีความเจริญในการใช้หรือทำลวดลายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ก็เปรียบเทียบไม่ได้เลยกับความเจริญของวอลล์เปเปอร์ ในด้านลวดลาย (Designs) และพื้นผิวพิเศษ (Textures) ซึ่งหลากหลายกว่ามาก
  8. ยิ่งไปกว่านี้ การทาสี และโดยเฉพาะการรังสรรค์ลวดลายจากสีทาบ้าน จำต้องอาศัยความสามารถ และกำลังแรงงานฝีมือ มากกว่าการติดตั้งผลิตภัณฑ์วอลล์เปเปอร์ รวมทั้งค่าจ้างที่มีทุนสูงกว่า ในการติดตั้งวอลล์เปเปอร์
  9. การติดตั้งวอลล์เปเปอร์ ผู้ใช้สามารถเข้าอยู่ได้ทันที ในขณะที่การใช้สีทาบ้านอาจต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์จึงจะสามารถอยู่ได้
  10. วอลล์เปเปอร์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า รวมถึงความสามารถในการป้องกันความร้อนจากข้างนอก หรือเก็บความเย็นด้านในห้อง ทำให้ประหยัดพลังงาน และช่วยลดภาวะโลกร้อน
  11. ในเกาหลี นอกจากค่าแรงในการติดตั้งวอลล์เปเปอร์จะประหยัดกว่าค่าแรงทาสีแล้ว ยังอาจไม่มีความจำเป็นในการต้องเพิ่มต้นทุนการใช้พลาสเตอร์ (Plaster) เพื่อปรับสภาพผนังด้วย ดังนี้ เงินลงทุนที่ถูกกว่านี้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้วอลล์เปเปอร์ฮิตและเลือกใช้แพร่ขยายกว่าสีทาบ้านมาก
  12. เปรียบเทียบการติดวอลล์เปเปอร์กับการทาสีแล้ว การใช้วอลล์เปเปอร์ทุ่นเวลาในการติดตั้งมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ด้วยสามารถติดตั้งได้เร็วไวกว่ามาก
  13. วอลล์เปเปอร์ในสมัยนี้ มีความก้าวหน้าที่สูดและรวดเร็วมาก เหตุฉะนี้ จึงมีวอลล์เปเปอร์ที่มีลักษณะพิเศษต่างๆให้เลือกใช้ได้หลากหลายและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์พิเศษในการใช้ยิ่งกว่า เช่น วอลล์เปเปอร์ป้องกันเชื้อรา ความชื้น เก็บกลิ่น ดูดซับกลิ่น และอื่นๆอีกมากมาย
  14. ความเร็วในการติดตั้งวอลเปเปอร์เป็นงานขบวนการเดียวโดยทากาวลงบนวอลเปเปอร์แล้วติดขึ้นผนังได้ทันที ไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาทำหน้าที่หลายขั้นตอนด้วยการทาสีรองพื้นทับเป็น 2 วิธีการการติดตั้งวอลเปเปอร์จึงสะดวก รวดเร็ว ไม่เลอะเทอะและไม่ส่งกลิ่นเคมีที่รุนแรง

สำหรับใครที่สนใจจะประดับประดาห้อง หรือส่วนต่างๆภายในบ้าน วอลเปเปอร์หาดใหญ่ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจและน่าใช้บริการ

การแต่งงานสมัยอียิปต์โบราณ

อียิป

การใช้ชีวิตคู่ของคนอียิปต์โบราณสามัญชนเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียวจนชั่วชีวิตหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไปก่อน หรือมีการหย่าร้าง แต่ในชนชั้นกษัตริย์พบว่าตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 13 เป็นต้นมา ฟาโรห์จะมีสนมมากมายเป็นร้อยๆ คนเพื่อให้เกิดรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์เพื่อสมานไมตรีกับต่างประเทศเพื่อฐานอำนาจทางศาสนา แต่จะยกสตรีเพียงคนเดียวขึ้นเป็นมเหสีหรือราชินีเป็นผู้ถูกดูแลสนมขึ้นอื่นๆ ทั้งหมด แต่ก็มีข้อยกเว้นในบางรัชสมัยที่มีการแต่งตั้งราชินีหลายองค์พร้อมกันและแนวปฏิบัติของฟาโรห์เช่นนี้ทำให้ขุนนางชั้นสูงบางคนรับพฤติกรรมนี้ไปด้วย การแต่งงานในเครือญาติ เช่น พี่น้อง พ่อลูก เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความเชื่อทางศาสนาเฉพาะในเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เนื่องจากมีตำนานการสมรสในวงศ์วานเดียวกันของเทพเจ้าทำให้ฟาโรห์จึงจำเป็นต้องรักษาสายเลือดของราชวงศ์ให้เข้มข้นที่สุด แต่ค่านิยมนี้ในหมู่ชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปมากในยุคที่กรีกเริ่มเข้ามามีบทบาทในอียิปต์พบการสมรสในหมู่เครือญาติสูงถึง 1 ใน 4 ของประชากร ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนอียิปต์โบราณไม่ได้กีดกันเรื่องการสมรสข้ามเชื้อชาติหรือชนชาติเลยเพียงแต่ต้องแต่งงานในคนชนชั้นเดียวกันเท่านั้น

ในหลักฐานที่ค้นพบเรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องที่มีบันทึกอยู่น้อยมาก บันทึกที่พบก็ไม่มีส่วนไหนที่เรียก “การแต่งงาน” โดยเฉพาะมีแต่คำใกล้เคียงที่หมายถึง “สร้างภรรยา” “การยอมรับเป็นภรรยา” หลังจากยุดที่ 3 เราได้พบคำในเอกสารที่เกี่ยวกับจัดการทรัพย์สินในการแต่งงาน คือ ค่าสินสมรส แต่จะพบเอกสารที่เกี่ยวกับการจัดการสินสมรสหลังจากหย่าร้างมากกว่า

ทางหลักฐานที่เหลืออยู่พิธีการแต่งงานของชาวอียิปต์โบราณมีความเรียบง่ายมาก เจ้าสาวแค่ออกจากบ้านของตนไปสู่บ้านสามีซึ่งสามีอาจจะอยู่คนเดียวหรืออยู่กับพ่อแม่ก็ได้ ชุดที่เจ้าสาวสวมนั้นจะสวมกระโปรงลินินยาวหรือกระโปรงแบบมีผ้าคลุมบ่ายาว คลุมด้วยแหลูกปัดตั้งแต่หัวจนเท้า ถ้าเป็นคนมีฐานะก็จะประดับด้วยเงินและไพฑูรย์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่เป็นพิธีกรรมทางศาสนา หรือทางกฎหมายเลย มีแต่ทางสังคมซึ่งจะจัดการเลี้ยงฉลองอาหาร การเต้นรำ ร้องเพลงอวยพรเพื่อ เป็นเกียรติสำหรับคู่บ่าวสาว

การแบ่งชนชั้นในสังคมอียิปต์

%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b9%8c

 

สังคมอียิปต์ได้แบ่งชนชั้นออกเป็นต่างๆ เปรียบได้กับรูปสามเหลี่ยม สามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 3 ชนชั้นใหญ่ๆ และอาจแบ่งออกเป็นแต่ละชนชั้นย่อยๆ ได้ 6 ระดับ ดังนี้

ชนชั้น แบ่งเป็น 3 ชนชั้น ได้แก่

1. ชนชั้นสูง

– กษัตริย์และราชวงศ์ถูกกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งสูงสุด กษัตริย์สามารถมีมเหสีและสนมได้มากมาย ที่อาจเป็นพี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน เพราะต้องการรักษาสายเลือดที่บริสุทธิ์ของชนชั้นไว้

– พระและขุนนาง มีบทบาททางด้านศาสนาและการปกครอง ชนทั้งสองกลุ่มนี้จัดเป็นชนชั้นสูงรองจากกษัตริย์

2.ชนชั้นกลาง

– พ่อค้า  เสมียน ช่างฝีมือและศิลปิน

3. ชนชั้นต่ำ

– พวกชาวนา ผู้ใช้แรงงาน ชาวนาซึ่งจัดเป็นชนชั้นต่ำส่วนใหญ่ของดินแดนสภาพของชาวนาอยู่ในรูปข้าติดที่ดิน ชาวนาเป็นกำลังสำคัญในกองทัพและเป็นแรงงานหลักในการสาธารณประโยชน์

– ทาส เป็นชนชั้นต่ำสุดถูกกวาดต้อนมาภายหลังพ่ายแพ้สงคราม

นอกจากจะแบ่งเป็น 3 ชนชั้นใหญ่ๆ แล้ว อาจแบ่งผู้คนในสังคมเป็นกลุ่มย่อยได้ 6 ระดับ ดังนี้

1. กษัตริย์ (pharaoh) มีอำนาจสูงสุด ซึ่งถือว่าเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ หรือสมมติเทพ

2. คณะสงฆ์ (priests) เป็นผู้ช่วยของฟาโรห์ในด้านการศาสนา ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ

3. ขุนนาง (nobles) หรือผู้ว่าการมณฑลหรือโนมาร์ซ (Nomarch) เป็นขุนนางที่ฟาโรห์ไว้พระทัย แต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงประจำตามมณฑลหรือเมืองที่ห่างไกลจากเมืองหลวง มณฑลหรือเขตนั้นเรียกว่านอม

4. ช่างฝีมือและพ่อค้า (artists and merchant) พ่อค้าและช่างฝีมือมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายกว่าชาวนา

5. ชาวนา (farmers) มีความเป็นอยู่อย่างยากแค้น เป็นชนชั้นที่มีจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ

6. ทาส (slaves) จัดอยู่ในชนชั้นต่ำที่สุดของสังคมอียิปต์ มีหน้าที่หาวัตถุดิบทุกอย่างเท่าที่มีอยู่ในประเทศ เช่นหนังสัตว์

ประวัติความเป็นมาของประเพณีชักพระ

 

cvประเพณีชักพระเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้ ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญในวันออกพรรษา ซึ่งตรงกับ วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ซึ่งเชื่อกันว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จมายังโลกมนุษย์  พุทธศาสนิกชนจึงมารอรับเสด็จ แล้วอัญเชิญพระพุทธ เจ้าขึ้นประทับบน บุษบกแล้วแห่ไปรอบเมือง

ประเพณีชักพระเป็นประเพณีทพราหมณ์ศาสนิกชนและพุทธศาสนิกชนปฏิบัติสืบต่อกันมา  สันนิษฐานว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย ที่นิยมเอา เทวรูปออกแห่ในโอกาสต่าง ๆ  ต่อมาพุทธศาสนิกชนได้นำเอาคติความเชื่อดังกล่าวมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา  ประเพณีชักพระเล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนาน ว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหารย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสร็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา 7 คัมภีร์ จนพระมหามายาเทพและเทพยดา ในเทวสมาคมบรรลุโสดาบันหมด ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 อันเป็นวันสุดท้ายของพรรษา พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับมนุษยโลกทางบันได ทิพย์ที่พระอินทร์นิมิตถวาย บันไดนี้ทอดจากภูเขาสิเนนุราชที่ตั้งสวรรค์ ชั้นดุสิตมายังประตูนครสังกัสสะ ประกอบด้วยบันไดทอง บันไดเงินและบันไดแก้ว บันไดทองนั้นสำหรับเทพยดา มาส่งเสด็จอยู่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ บันไดเงินสำหรับพรหมมาส่งเสด็จอยู่เบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ และบันไดแก้วสำหรับพระพุทธองค์อยู่ตรงกลาง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ประตูนครสังกัสสะตอนเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษานั้น พุทธศาสนิกชนที่ทราบกำหนดการเสด็จกลับของพระพุทธองค์จากพระโมคคัลลานได้มารอรับเสด็จ อย่างเนืองแน่นพร้อมกับเตรียมภัตตาหารไปถวายด้วย แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จมีเป็นจำนวนมากจึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหารถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวายส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง ข้าไปถวายเป็น ที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐานและอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น เหตุนี้จึงเกิด ประเพณี “ห่อต้ม” “ห่อปัด” ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดีที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมติแทนพระพุทธองค์

เรือพระ คือ รถหรือล้อเลื่อนที่ประดับตกแต่งให้เป็นรูปเรือแล้ววางบุษบก ซึ่งภาษาพื้นเมืองของภาคใต้เรียกว่า “นม” หรือ “นมพระ” ยอดบุษบก เรียกว่า “ยอดนม” ใช้สำหรับอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานแล้วลากในวันออกพรรษา  ลากพระทางน้ำ เรียกว่า “เรือพระน้ำ” ส่วนลากพระทางบก เรียกว่า “เรือพระบก” สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือ ให้คล้ายเรือจริง ๆ และต้องทำให้มีน้ำหนักน้อยที่สุด จึงใช้ไม้ไผ่สานมาตกแต่งส่วนที่เป็นแคมเรือและหัวท้ายเรือคงทำให้แน่นหนา ทางด้านหัวและท้ายทำงอนคล้ายหัวและท้ายเรือ   แล้วตกแต่งเป็นรูปพญานาค ใช้กระดาษสีเงินสีทองทำเป็นเกล็ดนาค กลางลำตัวพญานาคทำเป็นร้านสูงราว 1.50 เมตร เรียกว่า “ร้านม้า”  ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ บุษบก ซึ่งแต่ละที่จะมีเทคนิคการออกแบบบุษบก  มีการประดิษประดอยอย่างมาก หลังคาบุษบกนิยมทำเป็นรูปจตุรมุข  ตกแต่งด้วยหางหงส์ ช่อฟ้า ใบระกา และทุกครอบครัวต้องเตรียม “แทงต้ม” เตรียมหาในกระพ้อ และข้าวสารข้าวเหนียวเพื่อนำไปทำขนมต้ม “แขวนเรือพระ”

ลากพระน้ำ

การลากพระทางน้ำจะสนุกกว่าการลากพระทางบก เพราะสภาพการเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมอื่น ๆ เช่น สะดวกในการลากพระ  ง่ายแก่การรวมกลุ่มกันจัดเรือพาย แหล่งลากพระน้ำที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง คือ ที่อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร อำเภอพุนพินและ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช รองลงมาอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง โดยเฉพาะอำเภอหลังสวนและที่บ้านแหลมโพธิ์ อำเภอหาดใหญ่ จะมีการเล่นเพลงเรือ ที่ขึ้นชื่อ ส่วนที่อำเภอปากพนังมีการเล่น “ซัดหลุม” (ซัดโคลน) กันสนุกสนานเพราะที่ปากพนังมีโคลนตมมาก การลากพระทางน้ำของเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แปลกกว่าที่อื่น คือ จะลากกัน 3 วัน ระหว่างแรม 8 ค่ำถึงแรม 10 ค่ำ เดือน 11 มีการปาสาหร่ายโต้ตอบกันระหว่างหนุ่มสาว มีการเล่นเพลงเรือ และที่แปลกพิเศษ คือ มีการทอดผ้าป่าสามัคคีในวันเริ่มงาน

สถาปัตยกรรมอันงดงามในอียิปต์

อารยธรรมที่มีความยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลกที่มีถิ่นกำเนิดในดินแดนใกล้เคียงกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์เป็นอารยธรรมที่รู้จักกันอย่างกว้างขว้างและมีผลต่อพัฒนาการทางความคิดในหลายๆ ด้าน เนื่องจากมีมรดกทางสถาปัตยกรรม เช่น ปิรามิดและแนวความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาอีกด้วย

อียิปต์โปราณตั้งอยู่ระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก โลกตะวันตกคือดินแดนที่อยู่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนโลกตะวันออก ได้แก่ ดินแดนเมโสโปเตเมียและดินแดนในแถบลุ่มแม้น้ำสินธุ ทิศเหนือของอียิปต์จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนทิศตะวันตกติดกับทะเลทรายซาฮารา ทะเลทรายลิเบีย และทะเลทรายนูเบียทางทิศตะวันออก ถัดไปคือ ทะเลแดง ทิศใต้จรดประเทศนูเบียหรือซูดานในปัจจุบัน อียิปต์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีพื้นที่ตั้งอยู่บนสองฟากฝั่งแม่น้ำไนล์ แม่น้ำไนล์มีลักษณะที่ต่างไปจากแม่น้ำอื่นๆ คือ ทอดตัวไหลจากภูเขาทางตอนใต้ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือ มีผลต่อการดำเนินชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ มีนคือเส้นทางคมนาคมสายหลักและเป็นเสมือนเข็มทิศในการเดินทาง โดยใช้ร่วมกับทิศทางการขึ้นและตกของดาวอาทิตย์ ชาวอียิปต์แบ่งช่วงแม่น้ำไนล์เป็น 2 ช่วง คือ ต้นน้ำทางตอนใต้เรียกว่า “อียิปต์บน” (Upper Egypt) และปลายแม่น้ำในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางเหนือว่า “อียิปต์ล่าง” (Lower Egypt)

image052

การสร้างปีรามิดของชาวอียิปต์สะท้อนให้เห็นความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายและความเป็นอมตะของวิญญาณ ถ้าตายแล้วจะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปและยังมีความเกี่ยวข้องกับร่างเดิมอยู่ จึงมีแนวความคิดในการรักษาร่างเดิมไว้ โดยการทำมัมมี่ นอกจากความเชื่อในเทพเจ้าและการหมกมุ่นอยู่กับโลกหลังความตายแล้ว ยังปรากฏว่า มีพัฒนาการความคิดทางด้านปรัชญาแฝงอยู่ในความเชื่อของชาวอียิปต์ เช่นในหนังสือของผู้ตาย (The Book of Dead) ซึ่งเป็นหนังสือทางศาสนาและพิธีกรรมที่มีบทบาทต่อวิถีชีวิตของชาวอียิปต์มากที่สุด